10 ทีมสุดท้าย โซนยุโรป ที่สามารถคว้าตั๋ว เข้าไปลุยต่อ ในฟุตบอลโลก 2022

10 ทีมสุดท้าย โซนยุโรป ที่สามารถคว้าตั๋ว เข้าไปลุยต่อ ในฟุตบอลโลก 2022

10 ทีมสุดท้าย โซนยุโรป ที่สามารถคว้าตั๋ว เข้าไปลุยต่อ ในฟุตบอลโลก 2022 การแข่งขันฟุตบอลเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่เรียกได้ว่ามีให้เห็นกันอยู่ทุกที่ ทุกประเทศ จริงๆเลย เนื่องจากเป็นกีฬาที่สร้างสรร สามารถเสริมสร้างความสามัคคีได้ดีเลยทีเดียว และวันนี้ เราจะมาเกาะติดกับการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก ที่กำลังเป็นกระแสที่สุดในตอนนี้ คอบอลอย่าพลาดเลยทีเดียว กับ 10 ทีมสุดท้ายของชาติยุโรป ที่สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเข้าไปได้ ก่อนอื่นเราไปทำความเข้าใจถึงที่มาของฟุตบอลโลกครั้งนี้กันก่อนเลย

ฟุตบอลโลก 2022

ฟุตบอลโลก 2022  เป็นกำหนดการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ 22 ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลชายทีมชาติของทุกชาติสมาชิกฟีฟ่าที่จะจัดขึ้นทุกสี่ปี โดยครั้งนี้จะขึ้นที่ประเทศกาตาร์ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน ถึง 18 ธันวาคม ค.ศ. 2022 นี่จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จัดในโลกอาหรับ และเป็นครั้งที่สองที่จัดในประเทศเอเชียต่อจากปี ค.ศ. 2002 ที่ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งสุดท้ายที่มีทีมร่วมแข่งขัน 32 ทีม เนื่องจากจะมีการเพิ่มขึ้นเป็น 48 ทีมในปี ค.ศ. 2018 ฝรั่งเศส คือแชมป์เก่าจากการแข่งขันครั้งล่าสุดเนื่องด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดในฤดูร้อนของกาตาร์ ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม ทำให้เป็นครั้งแรกที่จะไม่จัดในช่วงกลางปี โดยกรอบเวลาของการแข่งขันจะลดลงเหลือ 28 วัน

วันนี้เราจะมา เกาะติดความเคลื่อนไหวหลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนยุโรป ครบทุกกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้ได้ 10 ทีมแชมป์กลุ่ม ที่สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย ที่ประเทศกาตาร์ แบบอัตโนมัติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนี้

10 ทีมสุดท้าย โซนยุโรปที่การันตีว่าได้ไปลุยต่อ

เซอร์เบีย (แชมป์กลุ่ม เอ)

ทัพลูกหนังเซิร์บที่มีสตาร์ดังอย่าง ดูซาน วลาโฮวิช, ดูซาน ทาดิช, อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช และ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช แซง โปรตุเกส เข้าป้ายคว้าแชมป์กลุ่ม เอ ได้อย่างสุดอลังการ หลังบุกไปเชือด “ฝอยทอง” ถึงบ้าน 2-1 ในการแข่งขันนัดสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ โดยที่ได้ประตูชัยในนาทีที่ 90 จากการโขกของ มิโตรวิช ซึ่งปัจจุบันอยู่กับ ฟูแล่ม ถือเป็นอีกทีมที่น่าจับตาดูเป็นอย่างมากในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ หลังจบรอบคัดเลือกแบบไร้พ่าย (ชนะ 6, เสมอ 2)

สเปน (แชมป์กลุ่ม บี)

แม้ระยะหลังยิงคู่แข่งไม่มาก แต่ก็เพียงพอกับการเป็นแชมป์กลุ่ม บี สำหรับทัพ “กระทิงดุ” ของกุนซือ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ที่มีสถิติชนะ 6 จาก 8 เกม (เสมอ 1, แพ้ 1) หลังปิดฉากนัดสุดท้ายด้วยการเปิดบ้านเชือด สวีเดน 1-0 เมื่อคืนวันอาทิตย์ โดยที่ได้ประตูชัยนาทีที่ 86 จาก อัลบาโร่ โมราต้า ซึ่งถือเป็นเกมตัดสินให้พวกเขาจบอันดับหนึ่งของกลุ่ม

สวิตเซอร์แลนด์ (แชมป์กลุ่ม ซี)

แซง อิตาลี คว้าแชมป์กลุ่ม ซี ในนัดสุดท้าย หลังเปิดบ้านกด บัลแกเรีย 4-0 เมื่อคืนวันจันทร์ ขณะที่ อิตาลี ทำได้แค่บุกไปเจ๊า ไอร์แลนด์เหนือ 0-0 ซึ่งแน่นอนว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือเกมนัดก่อนหน้าที่พวกเขาออกไปเสมอ “อัซซูร์รี่” 1-1 เมื่อวันศุกร์ที่ 12 พ.ย. โดยที่พวกเขาเสียจุดโทษนาทีสุดท้าย แต่ จอร์จินโญ่ ยิงไม่เข้า ทำให้พวกเขาได้ 1 แต้มสุดสำคัญกลับบ้าน จุดแข็งของทีมแดนนาฬิกาชุดนี้อยู่ที่เกมรับ เพราะในรอบคัดเลือกหนนี้ เสียแค่ 2 ประตูเท่านั้น จากการลงแข่ง 8 นัด

ฝรั่งเศส (แชมป์กลุ่ม ดี)

ถึงแม้มีฟอร์มฝืดบ้างในบางนัด แต่ทีมแชมป์เก่าของกุนซือ ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ก็ยังสามารถคว้าตั๋วเข้าไปป้องกันแชมป์ได้แบบไม่ยากเย็น ด้วยสถิติไร้พ่ายตลอดการลงเล่น 8 นัด (ชนะ 5, เสมอ 3) และด้วยขุมกำลังนักเตะที่ดูเหนือกว่าชาวบ้าน โดยเฉพาะแนวรุกที่อุดมไปด้วยแข้งระดับสตาร์ดัง แน่นอนว่า “ตราไก่” ยังคงถูกมองเป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์เหมือนเดิม แถมเพิ่งได้แชมป์ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก มาหมาดๆ เมื่อเดือนก่อนด้วย

เบลเยียม (แชมป์กลุ่ม อี)

“ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ที่คว้าอันดับ 3 จากครั้งที่แล้ว และทีมเบอร์ 1 ใน ฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง ปัจจุบัน ยังคงทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตามมาตรฐาน และคว้าแชมป์กลุ่ม อี ได้แบบสบายๆ ด้วยสถิติไร้พ่าย (ชนะ 6, เสมอ 2) ซึ่งน่าสนใจเหลือเกินว่า เบลเยียม ยุค “โกลเด้น เจเนอเรชั่น” จะไปได้ไกลแค่ไหนในทัวร์นาเมนต์ที่ กาตาร์ เพราะยุคทองของพวกเขาใกล้หมดเวลาเต็มทีแล้ว

เดนมาร์ก (แชมป์กลุ่ม เอฟ)

ถึงแม้เกมสุดท้ายออกไปพ่าย สกอตแลนด์ 0-2 แต่ทัพลูกหนังแดนโคนม คว้าแชมป์กลุ่มได้อย่างเหนือชั้น แถมทำผลงานได้ดีเกินคาดด้วย เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาคว้าชัยรวด 9 นัด ทำได้ถึง 30 ประตู และเสียแค่ประตูเดียว ทำให้ เดนมาร์ก ถือเป็นอีกทีมที่น่าสนใจ หลังทำผลงานดีต่อเนื่องมาตั้งแต่ศึก ยูโร 2020

เนเธอร์แลนด์ (แชมป์กลุ่ม จี)

ชัยชนะเหนือ นอร์เวย์ 2-0 ในนัดสุดท้าย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทัพ “อัศวินสีส้ม” คว้าแชมป์กลุ่ม จี พร้อมคว้าตั๋วลุยบอลโลกรอบสุดท้ายที่ กาตาร์ ได้แบบอัตโนมัติ หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ไปเล่นในหนก่อน (ปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย) นอกจากนี้ยังถือเป็นประสบการณ์ในศึก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ หนสองสำหรับกุนซือ หลุยส์ ฟาน กัล วัย 70 ปี ด้วย หลังจากที่เจ้าตัวเคยพา เนเธอร์แลนด์ คว้าอันดับ 3 เมื่อปี 2014 ที่ประเทศบราซิล

โครเอเชีย (แชมป์กลุ่ม เอช)

รองแชมป์เก่าอย่าง “ตาหมากรุก” ยังคงเป็นทีมที่ไม่อาจมองข้ามได้ หลังแซง รัสเซีย คว้าแชมป์กลุ่ม เอช ในแมตช์ชี้ชะตานัดสุดท้าย ที่พวกเขาเปิดบ้านเชือด “หมีขาว” 1-0 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยทีมของกุนซือ ซลัตโก้ ดาลิช มีจุดแข็งอยู่ที่เกมรับ ซึ่งเสียแค่ 4 ประตูเท่านั้น (จาก 10 เกม) และมีแดนกลางที่อัดแน่นไปด้วยแข้งคุณภาพ นำโดย ลูก้า โมดริช, มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ มาริโอ ปาซาลิช ขณะที่แนวรุกก็มีดาวดังอย่าง อีวาน เปริซิช และ อันเดร ครามาริช เป็นตัวชูโรง

อังกฤษ (แชมป์กลุ่ม ไอ)

แม้ต้องลุ้นยันเกมสุดท้าย แต่ก็ไม่มีปัญหาสำหรับ “สิงโตคำราม” ของกุนซือ แกเร็ธ เซาธ์เกต ในการคว้าตั๋วลุยบอลโลกรอบสุดท้าย หลังบุกไปกระซวกสมันน้อยอย่าง ซาน มาริโน่ 10-0 เมื่อคืนวันจันทร์ ขณะที่ แฮร์รี่ เคน ยอดดาวยิงประจำทีม กระตุ้งไปถึง 12 ลูก ครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในศึกบอลโลกรอบคัดเลือก โซนยุโรป หนนี้ ร่วมกับ เมมฟิส เดอปาย ของ เนเธอร์แลนด์

เยอรมนี (แชมป์กลุ่ม เจ)

ทีมแชมป์โลก 4 สมัย คว้าตั๋วลุยรอบสุดท้ายได้แบบสบายๆ และถือเป็นชาติแรก (ไม่นับชาติเจ้าภาพ) ที่ทำได้สำเร็จ โดยตลอด 10 เกมในรอบคัดเลือก พวกเขาแพ้แค่นัดเดียวเท่านั้น (ชนะ 9) ซึ่งนั่นก็คือเกมที่พลิกล็อกพ่าย มาซิโดเนียเหนือ คาบ้าน 1-2  เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม แต่ 7 เกมหลังจากนั้น ภายใต้การนำทัพของกุนซือคนใหม่อย่าง ฮันซี่ ฟลิค พวกเขาเดินหน้าเก็บชัยรวด พร้อมกับทำได้ถึง 31 ประตู เสียแค่ 2 ลูกเท่านั้น!!